• ศูนย์โรคลมชักเด็กครบวงจร
    โรงพยาบาล พระมงกุฏเกล้า
    หน่วยประสาทวิทยา ชั้น 6 ตึกพัชรกิติยาภา
  • ศูนย์โรคลมชักเด็กครบวงจร
    บริการรักษาผู้ป่วย โรคลมชัก
    ครบวงจรด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย
img1

ศูนย์โรคลมชักเด็กครบวงจร กองกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

     โรคลมชักเป็นโรคระบบประสาทที่พบได้บ่อยในเด็กและวัยรุ่น อาการชักมักจะส่งผลต่อระบบ สมองพัฒนาการ และ การเรียนรู้ของเด็กเป็นอย่างมาก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ เด็กจะต้องได้รับการรักษาโรคลมชัก

     ตั้งแต่เริ่มมีอาการชัก กองกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จึงได้ก่อตั้งศูนย์โรคลมชักเด็กครบวงจร เมื่อปี พ.ศ.2546 โดยแพทย์ และทีมการพยาบาล ที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการดูแลรักษาโรคลมชักมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังประกอบไปด้วย แนวทางการรักษาที่หลากหลาย เช่น การรักษาด้วยยากันชัก การใช้วิธีโภชนบำบัด (Ketogenic diet) การใช้เครื่องกระตุ้นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 10 เพื่อระงับการชัก ( VAGUS NERVE STIMULATOR)และการรักษาในปัจจุบัน ศูนย์โรคลมชัก ได้วิทยาการการรักษาผู้ป่วยโรคลมชักโดยการผ่าตัดโดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า Stereotactic Electroencephalography (SEEG) มาใช้ นอกจากใช้ Subdural grid/strip ซึ่ง ผลตอบสนองหลังจาการผ่าตัดเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง เพราะ มีความปลอดภัยสูง มีภาวะแทรกซ้อนน้อย ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ช่วยลดและระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลให้น้อยลง

ศูนย์โรคลมชักแบบครบวงจร กองกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนากระบวนการวินิจฉัยและรักษาโรคลมชักให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผ่าตัดรักษาโรคลมชัก และพร้อมที่จะดูแล ผู้ป่วย โรคลมชัก และ ครอบครัว ให้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติ

บุคลากร สหสาขา ที่ร่วมให้การรักษาผู้ป่วย

(Multidisciplinary Team for Epilepsy Care)

นพ. ชาครินทร์ ณ บางช้าง

นพ. ชาครินทร์ ณ บางช้าง

ที่ปรึกษาอาวุโส กุมารแพทย์ ประสาทวิทยา ศูนย์โรคลมชักเด็กครบวงจร

พญ. ภิรดี สุวรรณภักดี

พญ. ภิรดี สุวรรณภักดี

หัวหน้ากุมารแพทย์ ประสาทวิทยา ศูนย์โรคลมชักเด็กครบวงจร

นต.พญ. ฐิติวรรณ สิมะเสถียร

นต.พญ. ฐิติวรรณ สิมะเสถียร

ตำแหน่ง กุมารแพทย์โรคภูมิแพ้ และภูมิคุ้มกัน

พญ.ณภัคจิรา ลิขสิทธิ์ธนานนท์

พญ.ณภัคจิรา ลิขสิทธิ์ธนานนท์

ตำแหน่ง กุมารเวชศาสตร์ประสาทวิทยา

คำถาม ที่ถามบ่อย ?

การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง EEG :Electroencephagraphy
การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง โดยการวัดความต่างศักย์ไฟฟ้าบนเนื้อสมอง ซึ่งไม่มีอันตราย และไม่เจ็บปวด


วัตถุประสงค์
• เพื่อช่วยการวินิจฉัยโรคลมชักร่วมกับข้อมูลทางคลินิก
• เพื่อแยกชนิดของการชัก • เพื่อตรวจหาตำแหน่งความผิดปกติของไฟฟ้าในสมอง เพื่อเตรียมผ่าตัด
• เป็นการตรวจแยกโรคภาวะอื่นๆ ที่มีอาการคล้ายอาการชัก เช่น การเคลื่อนไหวผิดปกติ


โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า มีการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง 2 ประเภท คือ
1. การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง EEG ทั่วไป
2. การตรวจคลื่นสมอง - วิดิทัศน์ (Video-EEG Monitoring )

 

การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง EEG ทั่วไป
เป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองในระยะสั้น ไม่ต้องค้างคืน ผู้ป่วยต้องเตรียมตัวมาดังนี้
1. สระผมให้สะอาดก่อนวันมาตรวจ ห้ามใส่น้ำมันหรือสารเคมีบนหนังศีรษะ
2. รับประทานอาหารได้ตามปกติไม่ควรหยุดยากันชักที่ทานประจำ
3. ในกรณี ที่ผู้เข้าตรวจไม่ให้ความร่วมมือ จำเป็นต้องให้ยานอนหลับ ตามแผนการรักษาของแพทย์ (ในกรณีที่ต้องงดอาหารก่อนตรวจอย่างนยน้อย 6 ชม.)

วิธีการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง แบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้
1.การบันทึก (การตรวจ) ขณะผู้ป่วยตื่น ระหว่างบันทึก ผู้ป่วยควรนอนนิ่งๆ ไม่ควรพูดคุยเพราะจะทำให้เกิดรบกวนคลื่นไฟฟ้าสมองได้ ระหว่างการบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมองนั้นจะมีขั้นตอนที่จะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าสมอง
เจ้าหน้าที่จะบอกให้ผู้ป่วยลืมตาและหลับตาเป็นช่วงๆ ตลอดระยะเวลาการบันทึก
2.การหายใจแรงลึก (Hyperventilation) ให้ผู้ป่วยหายใจแรงลึกและรวดเร็ว ติดต่อกันเป็นเวลา 3 นาที การหายใจแรงลึกและรวดเร็วที่ถูกต้อง จะทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นด่าง ซึ่งจะเกิดภาวะสมองขาดเลือดและขาดออกซิเจนซึ่งกรณีที่สมองมีความผิดปกติจะก่อให้เกิดคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกติตามมา ในขณะที่ทำการหายใจแรงลึกยังอาจมีอาการที่เป็นผลข้างเคียง เช่น มึนงง (วิงเวียน) ชั่วขณะ หรืออาจมีอาการชาตามปลายมือ ปลายเท้าซึ่งจะหายเองภายใน 2-3 นาที
3.การกระตุ้นด้วยแสงไฟ (Photic stimulations) การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองนั้นจะมีการกระตุ้นด้วยแสงไฟที่เปิดและปิดเป็นจังหวะด้วยความถี่ที่แตกต่างกันเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของคลื่นสมอง อนึ่ง ในการตรวจ ทุกๆคนไม่จำเป็นต้อง ครบทุกอย่างก็ได้

การตรวจคลื่นสมอง - วิดิทัศน์ (Video-EEG Monitoring )
เป็นการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง ที่ผู้เข้าตรวจต้องนอนค้างคืน ที่โรงพยาบาล มากกว่า 24 ชม เพื่อบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมองผู้ป่วยต้องเตรียมตัวมาดังนี้


1. สระผมให้สะอาดก่อนวันมาตรวจ ห้ามใส่น้ำมันหรือสารเคมีบนหนังศีรษะ
2. อาจจะมีการปรับลดยากันชัก ในขณะตรวจซึ่งจะอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
3. อนุญาตให้มีญาติเฝ้าติดตามร่วมกับผู้ป่วยตลอดการตรวจรักษา ได้ไม่เกิน 2 คน ในฐานะของผู้ปกครอง
4. เนื่องจากการตรวจจะใช้ระยะเวลายาวนานผู้ป่วยอาจนำหนังสือ หรือ งานฝีมือมาทำได้
5. การตรวจคลื่นสมองไฟฟ้า แบบ Long Term ค่าใช้จ่าย วันละ 4,800 บาท


ค่าห้อง เดี่ยว วันละ 2,000 บาท

** หรือเป็นไปตามสิทธิ์การรักษาของคนไข้
**ข้าราชการเบิกได้


ขั้นตอนการตรวจดังนี้
1พยาบาลแนะนำขั้นตอนการทำ และข้อควรปฏิบัติ ให้ผู้ป่วยและผู้ปกครองรับทราบ
2.พยาบาลทำการวัดศีรษะ เพื่อหาตำแหน่งสำหรับวางขั้วไฟฟ้าบนหนังศีรษะในตำแหน่งต่างๆกันซึ่งตำแหน่งที่วางเป็นไปตามมาตรฐานสากล
3.พยาบาลจัดท่าให้ผู้ป่วยนอนราบจัดท่าให้ผ่อนคลาย
4.พยาบาลเตรียมและทำความสะอาดหนังศีรษะบริเวณที่จะวางขั้วไฟฟ้าด้วย แอลกอกฮอล์และน้ำยาสำหรับทำความสะอาดผิวหนังโดยเฉพาะ
5.พยาบาลวางขั้วไฟฟ้าบนหนังศีรษะในแต่ละตำแหน่งจนครบตามวิธีมาตรฐานสากล โดยใช้ครีมทาหนังศีรษะสำหรับนำคลื่นไฟฟ้าสมองได้ในตำแหน่งที่วางขั้วไฟฟ้า และตรวจสอบแรงต้านทานไฟฟ้าของขั้วไฟฟ้าในแต่ละตำแหน่ง โดยแรงต้านทานไฟฟ้าต้องอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
6.หลังจากนั้น เปิดเครื่องตรวจ ทำการบันทึกภาพคลื่นไฟฟ้าสมองบนกระดาษกราฟโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการบันทึกภาพคลื่นไฟฟ้าสมอง โดยใช้เวลาการตรวจประมาณ 30 นาที - 1 ชั่วโมง
7.นัดรับผลการทำEEG รบกวน ลงรูป

 

เวชศาสตร์นิวเคลียร์ในการผ่าตัดโรคลมชัก (Brain SPECT)
การตรวจคลื่นสมองโดยใช้วิธีการทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์เป็นการตรวจถ่ายภาพสมองโดยใช้สารกัมมันตภาพรังสี ซึ่งเปล่งออกมาจากผู้ป่วย ที่ได้รับการฉีดสารเภสัชรังสี เข้าหลอดเลือดดำเพื่อให้ไปจับกับเนื้อสมองส่วนต่างๆๆ ทำให้สามารถตรวจหน้าที่การทำงาน ปริมาณเลือดมาเลี้ยงสมอง


ข้อปฏิบัติในการตรวจรักษา
1. เป็นหัตถการที่ควรทำร่วมกับ Long Term EEG เพราะ จำเป็นต้องตรวจในขณะที่ให้ผู้ป่วยชักเพือหาจุดกำเนิดชัก
2. อาจจะมีการปรับลดยากันชัก ในขณะตรวจซึ่งจะอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
3. อนุญาตให้มีญาติเฝ้าติดตามร่วมกับผู้ป่วยตลอดการตรวจรักษา ได้ไม่เกิน 2 คน ในฐานะของผู้ปกครอง
4. ค่าใช้จ่าย ในการทำ Brain SPECT ครั้งละ 9,000 บาท เบิกได้ตามสิทธิการรักษาที่มี ข้าราชการเบิกได้

การผ่าตัดประเภทต่างๆ

การใช้เครื่องกระตุ้นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 10 เพื่อระงับการชัก (VNS : VAGUS NERVE STIMULATOR ) ผู้ป่วยโรคลมชักที่ดื้อต่อยากันชักในจำนวนหนึ่งไม่สามารถผ่าตัดเพื่อเอา epileptogenic tissue ออก ในปัจจุบันมีความก้าวหน้าในการวิจัยและพัฒนาในเรื่อง electrical stimulation ในผู้ป่วยโรคลมชักการใช้ไฟฟ้ากระตุ้นระบบประสาทจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาผู้ป่วยในกลุ่มนี้การผ่าตัดดังกล่าวเป็นการฝังอุปกรณ์ที่เรียกว่า Vagus Nerve Stimulator (VNS) โดยอุปกรณ์จะถูกฝังไว้ที่หน้าอกคล้ายเครื่องกระตุ้นหัวใจ และปลายสายไปเกี่ยวกับเส้นประสาทสมองคู่ที่ 10 แล้วจะกระตุ้นเส้นประสาทอยู่เรื่อยๆ เพื่อไปยับยั้งคลื่นชัก และในผู้ป่วยที่มีอาการเตือนก็สามารถกระตุ้นอุปกรณ์ให้ปล่อยกระแสไฟฟ้ามากขึ้นเพื่อหยุดอาการชักได้และมีการพัฒนาไปถึงขั้นตอนที่สามารถตรวจจับคลื่นชักได้ และหยุดคลื่นชักนั้นได้ด้วยแต่อุปกรณ์นี้ในเมืองไทย ยังมีราคาค่อนข้างสูง

สิทธิ์ข้าราชการสามารถเบิกได้ แต่สำหรับบัตรทอง และประกันสังคมยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ครับ

การวาง Subdural grid /strip implantation

คือการผ่าตัดใส่ขั้วไฟฟ้าในสมองเพื่อหาจุดกำเนิดชัก ส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะต้องได้รับการผ่าตัด 2
ครั้งในช่วง 1 สัปดาห์ จะต้องมีการใช้อุปกรณ์พิเศษ เป็นขั้วไฟฟ้าที่ใช้ในการวัดคลื่นไฟฟ้าจากผิวสมองโดยตรง
ที่เรียกว่า Subdural Grid /strip เป็นการวางขั้วไฟฟ้าลงบนผิวสมองและวัดไฟฟ้าที่มาจากสมอง
การผ่าตัดชนิดนี้ผู้ป่วยจำเป็นต้องอยู่ในโรงพยาบาลอย่างน้อย 1-2 อาทิตย์และอยุ่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

การลดไข้ในเด็ก

ในเด็กที่เคยชักจากไข้ ผู้ปกครองอาจมีความวิตกกังวลเมื่อเด็กมีไข้สูงจากการศึกษาพบว่าการลดไข้โดยให้ยาลดไข้ร่วมกับการเช็ดตัวลดไข้เป็นวิธีการปฎิบัติที่ได้ผลในการลดมากที่สุด

แนวทางปฎิบัติ
1.การใช้ยาลดไข้ ให้ยาพาราเซตามอล ขนาด 10-15 มก./กก./ครั้งทุกชั่วโมง 4-6 ชั่วโมง ไม่แนะนำให้แอสไพริน หรือ ibuprofen เนื่องจากอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น Reye’s syndrome แผลในกระเพาะ หรือทำให้เกิดปัญหาเลือดออกในผู้ป่วยที่เนโรคไข้เลือกออก


2.การเช็ดตัวลดไข้ มีความสำคัญเพื่อป้องกันการเกิดอาการชักจากไข้

วิธีการเช็ดตัวที่ถูกต้อง
กากรเช็ดตัวที่ถูกต้องคือ เช็ดทุกส่วนของร่างกาย เช็ดอย่างต่อเนื่อง หมุนเวียนตั้งแต่ศรีษะจรดเท้าและเน้นบริเวณข้อพับต่างๆ โดยใช้พาขนหนูชุบน้ำบิดพอหมาด ถูเบาๆ เพื่อให้เส้นเลือดใต้ผิวหนัง ขยายตัวความร้อนในร่างกายหมุนเวียนมาผิวหนังมากขึ้น ต้องเช็ดต่อเนื่องอย่างน้อยใช้เวลา 15-20 นาที หรือ จนไข้ลดควรเช็ดตัวซ้ำเมื่อมรไข้ขึ้นอีก ส่วนมากถ้าเช็ดอย่างถูกวิธี ไข้จะลดลงภายในช่วงเวลา 15-30 นาที รวดเร็วกว่าการรับประทานยาลดไข้ ซึ่งจะใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงไข้จึงลด

โดยทั่วไปน้ำที่ใช้ในการเช็ดตัวจะใช้น้ำประปา ถ้าอากาศเย็นให้ใช้น้ำอุ่นแทนควรปิดเครื่องปรับอากาสหรือพัดลมขณะเช็ดตัว เพราะเส้นเลือดจะหดตัว และความร้อนไม่ระเหยออกจากร่างกายนอกจากนี้เด็กยังอาจมีอาการปลายมือเท้าเขียวและหนาวสั่น หลังเช็ดตัวซับให้แห้ง ใส่เสื้อผ้าที่บางเบาตามปกติและไม่ควรห่มผ้าในทันที

3.หลังจากไข้ลดลงแล้ว ควรให้ดื่มนม น้ำ แก้ภาวะขาดน้ำ และขับเหงื่อ ปัสสาวะ ซึ่งจะช่วยลดไข้ได้

ข่าวประชาสัมพันธ์

ข่าวสารประชาชนทั่วไป

ข่าวสารประชาชนทั่วไป

  • 2019-07-14 16:34:20

  • 0071

ข่าวสารประชาชนทั่วไปread more

ข่าวสารแพทย์

ข่าวสารแพทย์

  • 2019-07-14 16:34:01

  • 0080

ข่าวสารแพทย์read more

International Pediatrics Epilepsy Surgery Teleconf

International Pediatrics Epilepsy Surgery Teleconf

  • 2019-09-26 11:29:42

  • 0111

International Pediatrics Epilepsy Surgery Teleconference case Discussions May15 ,2019read more

โครงการเยี่ยมบ้าน

โครงการเยี่ยมบ้าน

  • 2019-06-20 22:15:56

  • 0163

ในเรื่องการดุแลหลังออกจากโรงพยาบาล ซึ่งทางหน่วยประสาทวิทยา เล็งเห็นถึงความสำคัญในส่วนนี้ จึงได้จัดโครงการนนี้ขึ้นมาเพื่อผู้ป่วยและครอบครัวจำเป็นต้องได้รับการดูแลและรักษาต่อเนื่องเพื่อฟื้นฟูสมรรถ ภาพทางกายและใจ ให้สามารถกลับมาใช้คุณภาพที่ดียิ่งขึ้นread more

โทร. 02-357-7600 ต่อ 94147 , 94138 พร้อมบริการ จันทร์ - ศุกร์ 8.30-15.30